วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เก็บเกี่ยวหลักธรรม

เก็บเกี่ยวหลักธรรม
โสภณ เปียสนิท
........................................

            พระอาจารย์กล่าวแนะนำผู้มีผลการปฏิบัติธรรม เหมือนใจถูกดูด..ว่า ที่ใจถูกดูดนั้น แสดงว่าเมื่อเราทำทาน รักษาศีลเจริญภาวนาในระดับหนึ่งใจเริ่มละเอียดแล้ว เป็นอาการเริ่มแรกของปีติชนิดหนึ่ง ให้ปล่อยใจไปตามปกติ ไม่ต้องฝืนประสบการณ์ ตัวยืด ตัวขยาย ตัวหด หรือแม้แต่ตัวหายไป ก็ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ดีทั้งหมด ขอให้วางใจนิ่ง ๆ เฉย ๆ เหมือนที่เคยทำต่อไป แล้วจะดีขึ้นเอง

                มีเหตุการณ์ที่ทดสอบกำลังใจของผู้ปฏิบัติธรรมคือ โทรศัพท์มือถือของกัลยาณมิตรคนหนึ่งวางอยู่ในห้องพักอุบาสิกาหายไป ห้องพักนั้นคนนอกเข้าไปไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นการกระทำของคนภายในคนใดคนหนึ่งแน่ อารมณ์ของผู้อยู่ในห้องประชุมจึงแปลกไปกว่าวันอื่น ๆ ที่อยู่บนยอดดอย พระอาจารย์กล่าวสั่งสอนในที่ประชุมว่า การลักของผู้อื่นเป็นบาป การลักของผู้มีศีลเป็นบาปมากกว่า การลักของผู้อยู่ระหว่างการปฏิบัติธรรมเป็นบาปสูงสุด ขอให้นำไปคืนเถอะ เรามาสถานที่แห่งนี้ เพราะต้องการมาทำความดีกัน

                วันต่อมามีข่าวดี โทรศัพท์มือถือได้กลับมาอยู่ที่เดิมได้อย่างน่าอัศจรรย์ สันนิษฐานว่า ผู้หยิบไปสำนึกได้ว่ามิใช่โทรศัพท์มือถือของตนเอง จิตใจฝ่ายดีงามจึงแนะนำให้นำมาคืนไว้ที่เดิม

                กัลยาณมิตรคนหนึ่งถามพระอาจารย์กลางที่ประชุมว่าเคยปฏิบัติธรรมแบบภาวนา พุท-โธ หายใจเข้าภาวนาว่า พุท หายใจออกภาวนาว่า โธ เรียกว่า อานาปานัสสติผสมพุทธานุสติ มานานแล้ว ครั้งนี้มาปฏิบัติแบบวิชชาธรรมกาย โดยกำหนดดวงแก้วกลมใสไว้ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ 7 ภาวนาว่า สัมมาอรหัง ต่างกันอย่างไร

                พระอาจารย์แนะนำว่า การปฏิบัติธรรมตามที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้มีมากถึง 40 วิธี การเลือกว่าจะปฏิบัติแบบไหนดีนั้นขอให้เลือกที่เหมาะสมกับจริต หรือความชอบของตนเป็นข้อแรก ทุกวิธีให้ผลเหมือนกัน และทุกวิธีต่างช่วยหนุนส่งซึ่งกันและกัน ไม่ขัดกัน แต่ระยะแรกหากเลือกวิธีใดแล้วก็น่าจะยึดเป็นหลัก และปฏิบัติอย่างต่อเนื่องให้ได้ผลดีก่อน หากยังต้องการฝึกวิธีอื่น ก็ฝึกได้ นิ้วทั้งห้านิ้วต่างรวมความรู้สึกส่งไปที่ข้อมือเหมือนกัน แต่ที่ต้องระวังคือ อย่าคิดว่าวิธีที่เราฝึกนี่ดีกว่าวิธีอื่น เพราะเป็นมิจฉาทิฐิ เห็นผิด

                ผลการปฏิบัติธรรมในภาคบ่ายสำหรับผู้บันทึกเอง แม้ว่าจะภาวนาว่า สัมมา อรหัง ต่อเนื่องกันดี แต่ใจที่คุ้นชินกับความฟุ้งซ่าน ยังไม่ยอมหยุดนิ่งสงบง่าย ๆ ดิ้นรนกวัดแกว่ง เหมือนปลาเป็นที่ถูกโยนไว้บนบก ความปวดเมื่อยทวีความรุ่นแรงจนสังเกตเห็นความผิดสังเกต ชั่วโมงกว่า ๆ แห่งการปฏิบัติธรรมในรอบนี้จึงขยับปรับเปลี่ยนท่าถึงสามครั้ง

                พระอาจารย์นำคำเทศนาของหลวงพ่อธัมมชโยบอกแก่ทุกคนว่า ถ้าชีวิตมีสิ่งใดไม่ลงตัวแล้วละก็ให้หลับตาลง ซึ่งหมายถึงการนั่งสมาธิเข้าสู่ศูนย์กลางกาย ตามหลักการ สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดจะเกิดปัญหา ดังที่มีพุทธภาษิตว่า ปัญญาย่อมไม่เกิดแก่ผู้มีใจไม่สงบ (นตฺถิ ปญฺญา อฌายิโน) ปัญหาสำคัญคือปัจจุบันนี้ เด็กไม่ได้รับการพร่ำสอนให้ฝึกสติสมาธิอย่างเป็นระบบ ทั้งที่ผู้ใหญ่รู้ว่ามีประโยชน์มาก

                หลังการนั่งปฏิบัติธรรมนึกทบทวนว่า เพราะเหตุใดจึงมีความเจ็บปวดเมื่อยทางกาย และ ความฟุ้งซ่านเหมือนมากกว่าวันก่อน ๆ เกิดคำตอบในใจว่า เพราะร่างกายถูกบังคับให้นั่งปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องถึงวันที่ 4 สำรวจจิตใจตนเองพบว่า ระหว่างการนั่งสมาธินั้นเน้นการภาวนาว่า สัมมา อรหัง มากกว่า การกำหนดนิมิต ดวงแก้ว จึงไม่สมดุล พอกำหนดดวงแก้วก็มักจะเน้นหนักเกินไป

          จึงแก้ไขด้วยการพยายามนึกถึงดวงแก้วขณะลืมตา ในอิริยาบถต่าง ๆ เริ่มจากอิริยาบถนั่งลืมตากำหนดดวงแก้วที่ศูนย์กลางกาย พอนึกได้ แต่ดำรงอยู่ได้ไม่นานนักก็หายไป เริ่มกำหนดใหม่ แล้วก็หาย สลับกันไปมาอยู่อย่างนี้ มีข้อดีคือ การลืมตากำหนดเช่นนี้ ทำให้ไม่เพ่งภาพจนเกินไป ข้อเสียคือ เห็นภาพภายนอกจูงจิตให้คล้อยตามขาดการกำหนดได้ง่าย คราวนี้พยายามกำหนดระหว่างอิริยาบถอื่น เช่น กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ได้นิดๆ หน่อยๆ แม้จะไม่ยังดีนัก แต่รู้สึกว่าเบาๆ สบายๆ ได้ผลมาก
                ย่างเข้าสู่วันพฤหัสบดีที่ห้า เปิดปูมบันทึกพบว่า ตื่นก่อนตีสี่ครึ่งเล็กน้อย มีเวลาเตรียมพร้อม และเข้าห้องค้นวิชาก่อนเวลา สวดพระคาถาชินบัญชร10 จบ ก่อนการนั่งสมาธิรอบเช้า อารมณ์เหมือนว่าจะหนักโดยไม่ทันสังเกต มันเป็นไปเองแบบที่เราตามความรู้สึกไม่ทัน ความปวดเมื่อยค่อย ๆ เกาะกินมากกว่าเดิมจนสังเกตได้ชัด

                6.45 น. บนลานกีฬา หลังการออกกำลังกันตามปกติแล้ว มีการจัดงานวันเกิดแก่ผู้ที่เกิดเดือนเมษายน นับจำนวนกันแล้วมีมากถึง 42 คนมีการร่วมทำบุญถวายมหาสังฆทาน กัลยาณมิตรทุกคนร้องเพลงอำนวยพร มอบดอกไม้ และภาพพระพุทธองค์คนละ 1 ภาพ

                เมื่อตักอาหารมาวางไว้บนโต๊ะ เห็นหลายคนนั่งสำรวมจิตน้อมนำอาหารที่เห็นอยู่ตรงหน้าบูชาแด่พระพุทธองค์ แม้ไม่มีใครบอกก็รู้ว่า การบูชาข้าวพระเช่นนี้ได้บุญเพิ่ม เพราะนึกถึงพระแม้ขณะที่กำลังจะรับประทานอาหาร จึงถือโอกาสทำตามเพื่อรับบุญตามเขาบ้าง

                วันที่ผ่านมามีผู้เล่าผลการปฏิบัติธรรมที่ดีหลายคน ส่วนมากเป็นผู้ที่ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมาจากบ้านอยู่ก่อนแล้วทั้งนั้น มีกัลยาณมิตรคนหนึ่งนั่งสมาธิอยู่ที่บ้านถึงวันละ 3 ชั่วโมง ส่วนเราเอง แม้จะนั่งสมาธิทุกวัน แต่ก็วันละเล็กวันละน้อย ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน จึงทำให้ผลการปฏิบัติไม่ก้าวหน้ามากนัก

                ทางที่จะทำให้มีผลการปฏิบัติที่ดี ต้องกำหนดดวงแก้วที่ศูนย์กลางกายให้ได้ในอิริยาบถอื่น ๆ ให้มากยิ่งขึ้น ตามหลักอิทธิบาท4 คือ 1. มีความพึงพอใจที่จะกำหนดภาพดวงแก้ว 2. มีความเพียรนึกถึงภาพดวงแก้วบ่อยๆ ไม่ละเลิก 3. จิตจ่ออยู่กับภาพดวงแก้วเสมอ 4. ใคร่ครวญหาจุดอ่อน และหาทางแก้ไขไปเรื่อยไม่ยอมหยุด อย่างนี้ถือว่าต้องมีผลดีแน่

                รอบเช้าพระอาจารย์สอนโดยนำคำของคุณยายมาบอกว่า เมื่อเกิดสิ่งใดขึ้น อย่าคิดนำหน้าไปก่อน ต้องค่อย ๆ พิจารณาให้ดีแล้วค่อยหาทางแก้ไขตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ท่านสอนให้กำหนดรู้โลกธรรม 8 ประการด้วยใจเย็น  มีลาภ เลื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสุข มีทุกข์ มีนินทา มีสรรเสริญ ระวังมิให้จิตใจฟูฟ่องดีใจเมื่อได้รับสิ่งที่พึงพอใจ ระวังมิให้จิตใจฝ่อแฟบเมื่อได้รับสิ่งที่ไม่ชอบใจ

                ท่านเล่านิทานเรื่อง ลูกนกอินทรี ให้ฟังว่า เด็กคนหนึ่งเดินทางเข้าป่าลึก ปีนไปบนยอดเขา ได้ยินเสียงนกร้องบนยอดไม้ แหงนมองเห็นมีรังนกจึงปีนขึ้นไปดู มีไข่นกหลายใบ จึงหยิบใส่เป้หนึ่งใบ เมื่อกลับมาบ้านจึงเอาไปใส่ไว้ในรังไก่ให้แม่ไกฝักไข่ใบนั้น ไม่นานนักกะเทาะเปือกไข่ออกมาพร้อมกับลูกไก่อีกหลายตัว แม่ไก่สอนลูกๆ ให้รู้จัก คุ้ยเขี่ยจิกกินร้องแบบไก่ เมื่อเติบใหญ่ก็สอนฝึกบิน แม่ไก่และลูกไก่บินได้นิดหน่อย แต่ลูกนกอินทรีกลับชอบการบิน บินได้นานกว่าตัวอื่น เมื่อเห็นนกอินทรีบินผ่านมา จึงได้รู้ว่า ตนเองเป็นนกอินทรี

                สรุปสาระของเรื่องนี้คือ พวกเราที่มานั่งกันอยู่ในโรงค้นวิชชาแห่งนี้ มาจากหลายที่หลายแห่งอาจเป็นคล้ายลูกอินทรี คือลูกหลานของหลวงปู่ ที่ต้องไปอยู่กับแม่ไก่อื่น ๆ เมื่อกลับมาพบหมู่คณะต้องเร่งทำหน้าที่ลูกหลานหลวงปู่คือ ทำความดี ทั้ง ทานศีลและภาวนา พร้อมทั้งทำหน้าที่กัลยาณมิตรชักชวนผู้อื่นให้มาทำบุญร่วมกันให้มากขึ้น

                พระอาจารย์สรุปให้ฟังว่า การทำสมาธิให้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องวางอารมณ์นิ่งๆ เฉยๆ ไม่ว่าจะมืดจะสว่างจะเห็นหรือไม่เห็นให้ยึดไว้ประการเดียวคือ นิ่งๆ เฉยๆ เข้าไว้ นี่คือหลักแห่งความสำเร็จ และต้องไม่ละความเพียรคิดไว้เสมอว่า แม้มืดตื้อมืดมิดก็มีสิทธิ์เข้าถึงธรรม
                

ใจหยุดนิ่งได้บุญมากเพราะเหตุใด

ใจหยุดนิ่งได้บุญมากเพราะเหตุใด
โสภณ เปียสนิท
........................................

                ระหว่างการนั่งนิ่งหลับตาเบา ๆ วางใจไว้ที่ศูนย์กลางกายเรื่อยๆ ฟังพระอาจารย์สอนถึงคำว่า การทำใจหยุดนิ่งแม้เท่าช้างกระพือหู งูแลบลิ้นได้บุญมากกว่าสร้างโบสถ์สร้างศาลา เกิดคำถามผุดขึ้นในใจว่า เหตุใดการนั่งสมาธิทำใจหยุดนิ่ง ซึ่งเป็นงานที่ทำได้ง่าย กลับได้บุญมากกว่า งานสร้างโบสถ์สร้างศาลาซึ่งเป็นงานค่อนข้างยากกว่า

                ใคร่ครวญแล้วเกิดความรู้ขึ้นว่า โดยหลักการในพระศาสนามีอยู่ว่า การทำบุญนั้นทำได้ 3 อย่าง คือ 1. ทำทานคือการให้ 2. รักษาศีล คือการสำรวมกายวาจา 3. การเจริญภาวนา คือการสวดมนต์และนั่งสมาธิวิปัสสนา มีคำอธิบายต่อไปว่า ทานนั้นคือบันไดขั้นแรกเพื่อก้าวสู่บันไดขั้นสองคือ การรักษาศีล สำรวมกายวาจาดีแล้ว จึงก้าวสู่บันไดขั้นที่สาม คือการสวมมนต์เจริญภาวนา

เรียกอีกอย่างว่า ทานคือบุญขั้นต้น ศีลคือบุญขั้นกลาง ส่วนภาวนาคือบุญขั้นสูง ผู้มีบุญขั้นต้นยินดีกับการทำทาน ผู้มีบุญขั้นกลางชอบการรักษาศีล ผู้มีบุญขั้นสูงชอบการสวดมนต์ภาวนา ผู้ไม่ชอบทำบุญทั้งสามขั้นคือผู้ที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อสร้างบารมี ยังยินดีกับการเวียนว่ายตายเกิด การทำบุญทั้งสามขั้นนั้นทำไปพร้อมกันได้เพียงแต่ว่ามีความยินดีด้านใดเป็นพิเศษ

การก่อสร้างวิหารทานแม้จะเป็นทานอันเลิศ แต่ยังเป็นบารมีเบื้องต้น มีอานิสงส์ให้มีความสุขในภพนี้และภพหน้าต่อๆ ไป ตราบเท่าที่บุญยังให้ผลอยู่ ส่วนการทำจิตหยุดนิ่งนั้นมีอานิสงส์ด้านปัญญาทำให้การเดินทางเวียนว่ายตายเกิดใกล้สิ้นสุดลง การเวียนว่ายตายเกิดคือความทุกข์ การสิ้นทุกข์คือเป้าหมาย ดังนั้นการทำใจหยุดนิ่งจึงได้บุญสูงสุด

เปรียบชีวิตเหมือนการเดินทางไกล การทำทานก็ตาม การรักษาศีลก็ตาม เป็นเหมือนการเตรียมเสบียง แม้จะเตรียมเสบียงมากหรือน้อย แต่ก็ยังไม่ได้ออกเดินทาง ส่วนการสวดมนต์เจริญภาวนาเหมือนการออกเดินทาง ทุกครั้งที่ใจหยุดนิ่งจึงเหมือนเดินใกล้เป้าหมายเข้าไปทุกครั้งเช่นกัน เหตุนี้จึงมีอานิสงส์มากดังกล่าวมา

พี่เลี้ยงในชุดอุบาสกอุบาสิกากล่าวระหว่างการนำเข้าสู่การฟังธรรมภาคบ่ายว่า คนเราเกิดมาแตกต่างกันเพราะทำบุญทำกรรมต่างกัน ตรงกับพุทธภาษิตว่า กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ ทุกสิ่งที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกอย่างที่คิดถูกบันทึกไว้ด้วยใจของเรา หากถามว่าใจของเราอยู่ที่ไหน ใจอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด ที่ฝรั่งเรียกว่า Centre of Gravity กลางกายเหนือสะดือสองนิ้ว

ใจ คือที่รวมของความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ ดำรงอยู่ที่ศูนย์กลางกาย เป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่นของทุกคน หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ จึงสอนให้กำหนดดวงแก้วไว้ที่ศูนย์กลางกายเสมอ และที่ศูนย์นี่เป็นที่บันทึก กรรมคือการกระทำ ของเราไว้โดยไม่ตกหล่น ไปเกิดมาเกิดด้วยอำนาจแห่งวิบากกรรมที่สร้างไว้เอง และสะสมอยู่ที่ศูนย์นี้

กิจกรรมภาคบ่ายในวันที่ 4 คือการเปิดวีซีดี 90 ปีผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย เป็นประวัติของคุณยายอาจารย์ อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ศิษย์เอกหลวงปู่วัดปากน้ำ ที่สละชีวิตปฏิบัติตามคำสั่งเสียของหลวงปู่ก่อนมรณภาพว่า สิ่งใดที่หลวงปู่ได้ปฏิบัติมาได้สั่งสอนมา ให้ทุกคนช่วยกันปฏิบัติต่อไป คุณยายทุ่มเทชีวิตสอนวิชาธรรมกายอย่างต่อเนื่องยาวนานจนมีศิษยานุศิษย์เพิ่มมากขึ้นตามลำดับจน บ้านธรรมประสิทธิ์ หรือ บ้านกัลยาณมิตรหมายเลขหนึ่ง คับแคบลงไปทุกวัน

คุณยายในขณะนั้นวัย 60 เศษดำเนินการตามคำสั่งหลวงปู่ด้วยการรวบรวมศิษย์เพื่อหาที่ดินอันสะดวกต่อการเผยแพร่วิชาธรรมกายผืนใหม่ ทั้งส่งศิษย์ไปติดต่อขอซื้อที่ดิน ทั้งช่วยกันอธิษฐานตามหลักวิชา ตอนนั้นใครจะคิดว่า คุณยายผู้มีพื้นฐานความรู้ทางโลกน้อย มีเงินในย่าม 3200 บาท อีกทั้งวัยเกินเกษียณแล้วจะเริ่มต้นให้กำเนิดวัดพระธรรมกายได้

ครั้งนั้นมีศิษย์หนุ่มคนหนึ่งทุ่มเทมุ่งมั่นฝึกวิชาธรรมกายนับแต่สมัยเป็นนักเรียนสวนกุหลาบ ต่อมาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาแล้วจึงบวชอุทิศชีวิตแด่พระศาสนา สืบทอดเจตนารมณ์การสั่งสอนวิชาธรรมกายต่อจากคุณยายอีกที ศิษย์หนุ่มคนนี้นามว่า ไชยบูลย์ สุทธิผล ต่อมากลายเป็นพระเดชพระคุณ หลวงพ่อธัมมชโยในปัจจุบัน
สมัยนั้นมีนิสิตรุ่นพี่ที่เกษตรศาสตร์ชื่อ เผด็จ ผ่องสวัสดิ์ อีกคนที่ตามหลวงพ่อธัมมชโยมาหาคุณยายที่บ้านธรรมประสิทธ์ภายในวัดปากน้ำ คุณยายทุ่มเทสั่งสอนจนศิษย์คนใหม่นี้กลายมาเป็นหลวงพ่อทัตตะชีโวในทุกวันนี้ คุณยายทำอย่างไรจนชนะใจศิษย์ที่มีความรู้ (ทางโลก) มากๆ อย่างนั้นได้ นับเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์

ถึงวันนี้ วัดพระธรรมกายเติบโตขึ้นทุกด้าน มีพระเณรในสังกัดทั้งหมดเกินกว่า 3000 รูป/องค์ มีสถานที่สำหรับเผยแพร่ที่เป็นศูนย์กลางกว่า 2500 ไร่ มีการสอนทั้งปริยัติ และปฏิบัติอย่างเข้มแข็ง มีการเผยแพร่เชิงรุกทั้งในและนอกประเทศ มีการจัดองค์กรอย่างเป็นระบบ มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเผยแพร่อย่างทันสมัย

ศิษย์ทุกคนต่างยกให้คุณยายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของวัดพระธรรมกาย เป็นต้นแบบของวัด ไม่ว่าจะเป็นความเป็นระเบียบเรียบร้อย การทุ่มเทสั่งสอนเผยแพร่หลักธรรม นับแต่การทำทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา เป็นหลักปฏิบัติตนของบุคลากรภายใน และผู้มาใช้ประโยชน์

คุณยายออกจากบ้านเพื่อตามหาพ่อที่ถึงแก่กรรมไปก่อนที่ท่านจะได้ขอขมาโทษ ตอนออกจากบ้านมีเงินเพียง 2 บาท ยอมไปเป็นลูกจ้างเพื่อหาทางเข้าวัดฝึกวิชาธรรมกายที่วัดปากน้ำ เข้าวัดเมื่ออายุ 29 ปี เริ่มต้นปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง สั่งสอนไม่ขาด จนกระทั่งมรณภาพลงเมื่ออายุ 92 ปี

หลังจบการชมประวัติคุณยายผู้ก่อตั้งวัดพระธรรมกาย มีการเชิญผู้มีประสบการณ์จากการปฏิบัติมาเล่าให้ฟัง กัลยาณมิตรบุญช่วย เล่าว่า ตอนเริ่มนั่งคิดว่า เหมือนนั่งอยู่คนเดียวในโลก แรกๆ ก็มืด นั่งปล่อยใจนิ่งๆ ว่างๆ ภาวนาไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็เห็นแสงสว่าง เห็นดวงแก้วกลมใส ใจเป็นสุขอย่างบอกไม่ถูก

กัลยาณมิตรรุ่งทิพย์ เล่าว่า เมื่ออยู่บ้านก็นั่งสมาธิเป็นประจำอยู่แล้ว อย่างน้อยวันละ 3 ชั่วโมง เคยฝันเห็นสวนพนาวัฒน์ตั้งแต่ยังไม่มา ตอนแรกจะไม่มา แต่เหมือนมีเสียงมาเตือนว่า มาได้แล้วมัวทำอะไรอยู่ มานั่งครั้งแรกจิตสงบมองนิ่งที่ศูนย์กลางกาย เย็นสบายมีความสุข นานเข้าจึงเห็นแสงสว่าง และเห็นดวงแก้วกลมใสคล้ายฟองอากาศ

กัลยาณมิตรผุสดี เล่าว่า นั่งนิ่งตรึกนึกถึงองค์พระ จนจิตสงบนิ่งเย็นเบาสบาย ลมหายใจละเอียดขึ้น เบาสบายมากยิ่งขึ้น บางคนเล่าว่า อยู่บ้านนั่งสมาธิตามที่ดูจากทีวีดีเอ็มซี วันที่ 3 จึงรู้สึกว่าตัวเย็น ขนลุก น้ำตาไหล ตัวพองขยายใหญ่ขึ้น คล้ายถูกดูดลงไปลึกมาก จึงลืมตาขึ้น

กัลยาณมิตรศักดิ์ชัยเล่าว่า อยู่บ้านมีเวลาพยายามนั่งทั้งวันอยู่แล้ว สงบนิ่งสว่างตลอดเวลา มีความสุขอยู่ข้างใน ตรึกถึงองค์พระไปเรื่อยๆ วันทั้งวัน ว่างเป็นต้องกำหนดพระไว้เสมอ ส่วนกัลยาณมิตรสว่างจิตเล่าว่า นั่งมองเห็นเหมือนดวงตะวันแต่แสงดูแล้วเย็นตา ขาวใสดูไปเรื่อยๆ สบายๆ สีของดวงนั้นเปลี่ยนไปเรื่อย จึงนั่งดูเพลินๆ โดยไม่คิดอะไร มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

พระอาจารย์สอนสรุปสำหรับผู้นั่งสมาธิแล้วมีทุกขเวทนาว่า เมื่อเวทนามี แต่ใจยังนิ่งสงบอยู่ในทนนั่งต่อไป แต่เวทนาทมี แต่ใจไม่นิ่งให้ขยับก่อน ถือว่าเป็นกลอุบายอันแยบยลสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม ที่สำคัญต้องเบาๆ สบายๆ ไม่เครียด ใจเย็น สงบนิ่ง ห้ามลุ้น เร่ง เพ่ง จ้อง ถือว่าผิดวิธี ผิดหลักวิชา

วันที่สี่แห่งการปฏิบัติ

วันที่สี่แห่งการปฏิบัติ
โสภณ เปียสนิท
........................................

หลังการชมรายการ โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ของคุณครูไม่ใหญ่จบแล้ว ราวสี่ทุ่มกว่า พระอาจารย์นำผู้มีบุญนั่งสมาธิกราบพระ ลาพระอาจารย์เดินทางกลับห้องนอนเพื่อพักผ่อน ได้ยินคำเชิญชวนสำหรับผู้ที่ประสงค์จะปฏิบัติธรรมตลอดทั้งคืน แต่เราบารมียังอ่อน (ความขี้เกียจยังแก่) ขอนอนก่อนก็แล้วกัน

คณะของเราเดินฝ่าลมหนาวกลับที่พัก ลมหนาวโชยผ่านเสื้อคลุมต้องผิวเหนือเย็นฉ่ำ หลายคนสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างแรงหลายครั้งตรงลานกว้าง สำหรับออกกำลังกายเมื่อยามเช้า สดชื่นจนลืมความง่วงไปได้ชั่วคราว แว่วเสียงพูดคุยแผ่วเบาจากกลุ่มต่างๆ

ผมแยกตัวเดินกลับห้อง หลายคนเข้านอนแล้ว หลายคนกำลังจะนอน หลายคนกำลังสวดมนต์อยู่บนที่นอน หลายคนนั่งสมาธิ ผมเองตัดใจเรื่องการนั่งสมาธิตลอดคืน เพราะไม่อาจข่มใจต่อสู้กับเสียงกรนและเสียงละเมอของเพื่อนร่วมห้องได้ ซึ่งเป็นข้อแก้ตัวให้กับความเกียจคร้านที่ผอกพูนอยู่ในใจ

เช้าวันที่สี่แห่งการปฏิบัติ ในรอบเช้ามืด ผมเองยังคง มืดตื้อมืดมิดเหมือนเดิม รอบเช้าระหว่างการกำหนดภาพดวงแก้วกลมใส ที่ศูนย์กลางกาย พร้อมภาวนาคำว่า สัมมา อรหัง ไปเรื่อย ด้วยความเผลอขาดสติทำให้หลับไปเสียหนึ่งครั้ง ความปวดเมื่อยเหมือนว่าจะมีมากขึ้นตามจำนวนวัน

หกโมงครึ่งเป็นเวลาแห่งการทำกิจกรรมบนลานกีฬา เปิดเพลงธรรมะ เต้นตามจังหวะ เหวี่ยงแขน เต๊ะขา นวดกันเอง วันนี้เพิ่มกิจกรรมเป่าฟองอากาศ เพื่อช่วยให้ผู้ที่จิตนิ่งใกล้เป็นสมาธิเห็นดวงแก้วดวงธรรมได้ง่ายขึ้น เพราะฟองอากาศมีลักษณะเหมือนแก้วกลมใส

เสร็จจากกิจกรรมออกกำลังกายเราเดินเข้าสู่โรงอาหาร ขณะนั่งรับประทานอาหาร ด้วยการกำหนดจิตถึงดวงแก้วกลมใส พร้อมภาวนา สัมมา อรหัง ไปเรื่อย ๆ ผู้ที่นั่งรับประทานอยู่ข้างหน้า ยิ้มให้แล้วถามว่า เคยไปเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนร่มเกล้าฯ เมืองกาญจน์ใช่หรือไม่? ผมตอบว่าใช่ พร้อมความจำแต่หนหลังบอกผมว่า คนที่นั่งตรงหน้าคือ ครูอรุณี เมื่อครั้งที่ผมสอบบรรจุครูได้ที่โรงเรียนร่มเกล้าฯ เมื่อสิบกว่าปีก่อน หลังคุยกันจึงรู้ว่าตอนนี้ย้ายกลับไปประจำที่โรงเรียนกาญจนาภิเษก จังหวัดสุพรรณบุรีนานหลายปีแล้ว
แปดโมงครึ่ง กลับเข้าสู่โรงค้นวิชชากันอีกครั้ง พี้เลี้ยงเล่าเรื่อง คุณค่าของบุญ ให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า สมัยพุทธกาล มีชายหนุ่มคนหนึ่งไปปฏิบัติธรรมที่วัดเชตะวันเสมอ ครั้งหนึ่งต้องเดินทางไกลทางทะเล พร้อมกับช่างกัลบก (ช่างตัดผม) วันเดินทางภรรยาช่างสั่งเสียว่า ขอฝากให้ช่วยดูแลสามีด้วย เขารับปากว่าจะช่วยดูแลให้ ระหว่างการเดินทางกลางทะเลเกิดคลื่นลมแรงจนเรือแตก ต่างคนต่างว่ายน้ำเอาชีวิตรอด ชายหนุ่มและช่างกัลบกช่วยเหลือกันและกันเกาะขอนไม้ลอยไปจนถึงเกาะแห่งหนึ่ง เมื่อขึ้นไปอยู่บนเกาะต่างหาอาหารเพราะความหิวโหย นายช่างฆ่านกหลายตัวมาปิ้งกิน แบ่งให้ชายหนุ่มนักปฏิบัติธรรม เขาปฏิเสธเพราะถือศีลห้าอย่างเคร่งครัด

                หลายวันผ่านไปชายหนุ่มนักปฏิบัติธรรมไม่ได้รับประทานอาหารหิวโซใกล้ตาย ร้อนถึงเทวดามีเมตตาจิตเนรมิตเรือมารับผู้มีบุญ ผู้มีบุญหลายคนที่ไม่ทำลายศีลขึ้นเรือได้ แต่นายช่างกลับขึ้นเรือไม่ได้ เพราะไม่มีบุญพอ ชายหนุ่มนั้นนึกถึงคำสัญญาที่รับปากว่าจะดูแลนายช่าง จึงตั้งจิตอธิษฐานว่าบุญใดได้ทำมาขอแบ่งบุญนั้นให้แก่นายช่าง นายช่างอนุโมทนาบุญแล้วจึงขึ้นเรือและเดินทางกลับบ้านได้

                เมื่อกลับมาถึงบ้าน นายช่างกลับตัวเป็นสัมมาทิฏฐิเห็นความสำคัญของบุญรู้ค่าของบุญ จึงเร่งทำบุญด้วยการให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาอย่างสม่ำเสมอจนสิ้นอายุขัย

                พระอาจารย์เทศน์ถึงการทำสุขภาพให้แข็งแรงด้วยหลัก 5 อ. คือ 1. อากาศ คนเราสุขภาพจะแข็งแรงต้องอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศดี 2. อาหาร ต้องรับประทานอาหารดีไม่มีโทษ อาหารอายุสั้น เช่นผักสดผลไม้ธัญพืช ทำให้อายุยืน อาหารอายุยาว เช่นอาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง อาหารถุง ทำให้อายุสั้น 3. อารมณ์ดี คือการฝึกสมาธิวิปัสสนารักษาจิตเสมอทุกวันมิได้ขาด 4. ออกกำลังกายวันละ 30 นาทีอย่างน้อยอาทิตย์ละสามวัน และ 5. อุจจาระ คือการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายโดยสม่ำเสมอ

                หากคนใดต้องการดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุขร่างกายแข็งแรงต้องปฏิบัติตามหลัก 5 อ. นี้ให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำสมาธิวิปัสสนา เช่น การกำหนดดวงแก้วกลมใสที่ศูนย์กลางกาย (Centre of gravity) ไว้เสมอจนเกิดความเคยชิน จะเพิ่มความจำ ป้องกันโรคความจำเสื่อม ลดโรคอื่นอีกหลายชนิด และเป็นเครื่องยืนยันว่า เป็นชาวพุทธที่มีที่พึ่งอันประเสริฐ ไม่คลอนแคลน

                พระอาจารย์เล่าเรื่อง อานิสงส์แห่งเมตตา ว่า ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงตรัสปรารภเมตตาสูตรว่า "ภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ของการแผ่เมตตามี ๑๑ ประการ คือ ๑. หลับเป็นสุข  ๒. ตื่นเป็นสุข  ๓. ไม่ฝันร้าย  ๔. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย  ๕. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย  ๖. เทวดาย่อมรักษา ๗. ไฟ ยาพิษ ศัสตรา ไม่ล่วงเกิน ๘. จิตได้สมาธิเร็ว ๙. สีหน้าผ่องใส ๑๐. ไม่หลงตาย  ๑๑. เมื่อยังไม่บรรลุ ธรรม ย่อมเข้าถึงพรหมโลกชั้นสูง

                เมตตาเป็นคุณธรรมสำหรับฆ่าความโกรธ คนมักโกรธจึงควรศึกษาเรื่องเมตตานี้ให้ดี เพราะความโกรธให้ผลตรงข้ามกับเมตตาทุกประการ รู้อานิสงส์ของเมตตาแล้วช่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ วิธีการก็ไม่ยากนะครับ ทำจิตให้นิ่ง ๆ กำหนดดวงแก้วกลมใสให้ชัด แล้วแผ่ส่วนบุญไปอย่างไม่มีประมาณว่า บุญใดที่ข้าพเจ้าได้ทำมา ขอบุญนั้นจงถึงแก่ ...อยากให้ใคร นึกถึงใครได้ คนสัตว์ เจ้ากรรมนายเวร อะไรต่ออะไรก็ว่าไปจนหมด ขอให้เขาพ้นจากทุกข์ มีความสุข ไม่เว้นแม้แต่ศัตรูคู่อาฆาต ให้แล้วเราได้ คือเราสบายใจ ฝึกนานเข้า ความนิ่งมากเข้า อานิสงส์ก็มากตามไปด้วยเช่นกัน

                พระอาจารย์เล่าเรื่อง การทำสมาธิแล้วมีความสุข โดยยกตัวอย่างของพระราชาพระองค์หนึ่งนามว่ากัปปินะ ระหว่างการครองราชย์ ทรงมอบหมายให้คนไปสืบข่าวเสมอว่า โลกนี้มีพระอรหันต์เกิดขึ้นแล้วหรือยัง ครั้งหนึ่งมีพ่อค้าเดินทางมาค้าขายในเมือง และแจ้งข่าวว่า ขณะนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระองค์ทรงมอบทรัพย์ให้พ่อค้าที่แจ้งข่าวจำนวนมาก และบอกลาข้าราชบริพารว่าจะออกบวช ขอลาออกจากความเป็นพระราชาเพื่อไปบวช

                เมื่อเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เจริญสมาธิภาวนาจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ไม่ว่าจะเดินอยู่ นั่งอยู่ นอนอยู่ ยืนอยู่ มักอุทานว่า สุขจริงหนอ ๆๆ จนมีพระอื่นได้ยินเข้า และนำเรื่องนี้กราบเรียนแด่พระพุทธองค์ จึงมีการสอบถามกันขึ้นว่า ที่ว่าสุขนั้นสุขอะไร ท่านจึงตอบว่า การทำสมาธิวิปัสสนาทำให้เกิดความสุขจนไม่อาจเก็บไว้ในใจคนเดียวได้จึงต้องอุทานออกมา

                ความสุขที่เกิดจากใจหยุดใจนิ่ง เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าความสุขอย่างอื่น ทำทานได้บุญระดับต้น รักษาศีลได้บุญระดับกลาง เจริญภาวนาได้บุญระดับสูง คำโบราณกล่าวไว้ว่า การทำใจหยุดนิ่งแค่ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้นได้บุญมากกว่าสร้างโบสถ์สร้างศาลา

                สำหรับผลการทำสมาธิ รอบเช้าวันที่สี่ค่อนข้างดี นั่งภาวนาไปเรื่อยๆ ไม่ทราบว่าเผลอนิ่งไปแต่เมื่อใด สติกลับคืนมาอีกครั้ง พบว่าจิตจับคำภาวนาอย่างต่อเนื่อง นึกภาพดวงแก้วกลมใสได้ต่อเนื่องดี ความสุขเกิดขึ้นจากความนิ่งทีละน้อย ๆ เกิดความพึงพอใจการนั่งสมาธิเพิ่มขึ้น กำหนดเห็นภาพขาวใสคล้ายสำลีที่ศูนย์กลางกาย ใสไม่เสมอกัน ตรงกลางใสมากกว่าริมๆ คำภาวนาเปลี่ยนเป็น ชัดสว่างใสๆๆ ไปตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ
วันที่สี่แห่งการปฏิบัติ
โสภณ เปียสนิท
........................................

หลังการชมรายการ โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ของคุณครูไม่ใหญ่จบแล้ว ราวสี่ทุ่มกว่า พระอาจารย์นำผู้มีบุญนั่งสมาธิกราบพระ ลาพระอาจารย์เดินทางกลับห้องนอนเพื่อพักผ่อน ได้ยินคำเชิญชวนสำหรับผู้ที่ประสงค์จะปฏิบัติธรรมตลอดทั้งคืน แต่เราบารมียังอ่อน (ความขี้เกียจยังแก่) ขอนอนก่อนก็แล้วกัน

คณะของเราเดินฝ่าลมหนาวกลับที่พัก ลมหนาวโชยผ่านเสื้อคลุมต้องผิวเหนือเย็นฉ่ำ หลายคนสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างแรงหลายครั้งตรงลานกว้าง สำหรับออกกำลังกายเมื่อยามเช้า สดชื่นจนลืมความง่วงไปได้ชั่วคราว แว่วเสียงพูดคุยแผ่วเบาจากกลุ่มต่างๆ

ผมแยกตัวเดินกลับห้อง หลายคนเข้านอนแล้ว หลายคนกำลังจะนอน หลายคนกำลังสวดมนต์อยู่บนที่นอน หลายคนนั่งสมาธิ ผมเองตัดใจเรื่องการนั่งสมาธิตลอดคืน เพราะไม่อาจข่มใจต่อสู้กับเสียงกรนและเสียงละเมอของเพื่อนร่วมห้องได้ ซึ่งเป็นข้อแก้ตัวให้กับความเกียจคร้านที่ผอกพูนอยู่ในใจ

เช้าวันที่สี่แห่งการปฏิบัติ ในรอบเช้ามืด ผมเองยังคง มืดตื้อมืดมิดเหมือนเดิม รอบเช้าระหว่างการกำหนดภาพดวงแก้วกลมใส ที่ศูนย์กลางกาย พร้อมภาวนาคำว่า สัมมา อรหัง ไปเรื่อย ด้วยความเผลอขาดสติทำให้หลับไปเสียหนึ่งครั้ง ความปวดเมื่อยเหมือนว่าจะมีมากขึ้นตามจำนวนวัน

หกโมงครึ่งเป็นเวลาแห่งการทำกิจกรรมบนลานกีฬา เปิดเพลงธรรมะ เต้นตามจังหวะ เหวี่ยงแขน เต๊ะขา นวดกันเอง วันนี้เพิ่มกิจกรรมเป่าฟองอากาศ เพื่อช่วยให้ผู้ที่จิตนิ่งใกล้เป็นสมาธิเห็นดวงแก้วดวงธรรมได้ง่ายขึ้น เพราะฟองอากาศมีลักษณะเหมือนแก้วกลมใส

เสร็จจากกิจกรรมออกกำลังกายเราเดินเข้าสู่โรงอาหาร ขณะนั่งรับประทานอาหาร ด้วยการกำหนดจิตถึงดวงแก้วกลมใส พร้อมภาวนา สัมมา อรหัง ไปเรื่อย ๆ ผู้ที่นั่งรับประทานอยู่ข้างหน้า ยิ้มให้แล้วถามว่า เคยไปเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนร่มเกล้าฯ เมืองกาญจน์ใช่หรือไม่? ผมตอบว่าใช่ พร้อมความจำแต่หนหลังบอกผมว่า คนที่นั่งตรงหน้าคือ ครูอรุณี เมื่อครั้งที่ผมสอบบรรจุครูได้ที่โรงเรียนร่มเกล้าฯ เมื่อสิบกว่าปีก่อน หลังคุยกันจึงรู้ว่าตอนนี้ย้ายกลับไปประจำที่โรงเรียนกาญจนาภิเษก จังหวัดสุพรรณบุรีนานหลายปีแล้ว
แปดโมงครึ่ง กลับเข้าสู่โรงค้นวิชชากันอีกครั้ง พี้เลี้ยงเล่าเรื่อง คุณค่าของบุญ ให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า สมัยพุทธกาล มีชายหนุ่มคนหนึ่งไปปฏิบัติธรรมที่วัดเชตะวันเสมอ ครั้งหนึ่งต้องเดินทางไกลทางทะเล พร้อมกับช่างกัลบก (ช่างตัดผม) วันเดินทางภรรยาช่างสั่งเสียว่า ขอฝากให้ช่วยดูแลสามีด้วย เขารับปากว่าจะช่วยดูแลให้ ระหว่างการเดินทางกลางทะเลเกิดคลื่นลมแรงจนเรือแตก ต่างคนต่างว่ายน้ำเอาชีวิตรอด ชายหนุ่มและช่างกัลบกช่วยเหลือกันและกันเกาะขอนไม้ลอยไปจนถึงเกาะแห่งหนึ่ง เมื่อขึ้นไปอยู่บนเกาะต่างหาอาหารเพราะความหิวโหย นายช่างฆ่านกหลายตัวมาปิ้งกิน แบ่งให้ชายหนุ่มนักปฏิบัติธรรม เขาปฏิเสธเพราะถือศีลห้าอย่างเคร่งครัด

                หลายวันผ่านไปชายหนุ่มนักปฏิบัติธรรมไม่ได้รับประทานอาหารหิวโซใกล้ตาย ร้อนถึงเทวดามีเมตตาจิตเนรมิตเรือมารับผู้มีบุญ ผู้มีบุญหลายคนที่ไม่ทำลายศีลขึ้นเรือได้ แต่นายช่างกลับขึ้นเรือไม่ได้ เพราะไม่มีบุญพอ ชายหนุ่มนั้นนึกถึงคำสัญญาที่รับปากว่าจะดูแลนายช่าง จึงตั้งจิตอธิษฐานว่าบุญใดได้ทำมาขอแบ่งบุญนั้นให้แก่นายช่าง นายช่างอนุโมทนาบุญแล้วจึงขึ้นเรือและเดินทางกลับบ้านได้

                เมื่อกลับมาถึงบ้าน นายช่างกลับตัวเป็นสัมมาทิฏฐิเห็นความสำคัญของบุญรู้ค่าของบุญ จึงเร่งทำบุญด้วยการให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาอย่างสม่ำเสมอจนสิ้นอายุขัย

                พระอาจารย์เทศน์ถึงการทำสุขภาพให้แข็งแรงด้วยหลัก 5 อ. คือ 1. อากาศ คนเราสุขภาพจะแข็งแรงต้องอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศดี 2. อาหาร ต้องรับประทานอาหารดีไม่มีโทษ อาหารอายุสั้น เช่นผักสดผลไม้ธัญพืช ทำให้อายุยืน อาหารอายุยาว เช่นอาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง อาหารถุง ทำให้อายุสั้น 3. อารมณ์ดี คือการฝึกสมาธิวิปัสสนารักษาจิตเสมอทุกวันมิได้ขาด 4. ออกกำลังกายวันละ 30 นาทีอย่างน้อยอาทิตย์ละสามวัน และ 5. อุจจาระ คือการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายโดยสม่ำเสมอ

                หากคนใดต้องการดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุขร่างกายแข็งแรงต้องปฏิบัติตามหลัก 5 อ. นี้ให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำสมาธิวิปัสสนา เช่น การกำหนดดวงแก้วกลมใสที่ศูนย์กลางกาย (Centre of gravity) ไว้เสมอจนเกิดความเคยชิน จะเพิ่มความจำ ป้องกันโรคความจำเสื่อม ลดโรคอื่นอีกหลายชนิด และเป็นเครื่องยืนยันว่า เป็นชาวพุทธที่มีที่พึ่งอันประเสริฐ ไม่คลอนแคลน

                พระอาจารย์เล่าเรื่อง อานิสงส์แห่งเมตตา ว่า ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงตรัสปรารภเมตตาสูตรว่า "ภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ของการแผ่เมตตามี ๑๑ ประการ คือ ๑. หลับเป็นสุข  ๒. ตื่นเป็นสุข  ๓. ไม่ฝันร้าย  ๔. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย  ๕. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย  ๖. เทวดาย่อมรักษา ๗. ไฟ ยาพิษ ศัสตรา ไม่ล่วงเกิน ๘. จิตได้สมาธิเร็ว ๙. สีหน้าผ่องใส ๑๐. ไม่หลงตาย  ๑๑. เมื่อยังไม่บรรลุ ธรรม ย่อมเข้าถึงพรหมโลกชั้นสูง

                เมตตาเป็นคุณธรรมสำหรับฆ่าความโกรธ คนมักโกรธจึงควรศึกษาเรื่องเมตตานี้ให้ดี เพราะความโกรธให้ผลตรงข้ามกับเมตตาทุกประการ รู้อานิสงส์ของเมตตาแล้วช่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ วิธีการก็ไม่ยากนะครับ ทำจิตให้นิ่ง ๆ กำหนดดวงแก้วกลมใสให้ชัด แล้วแผ่ส่วนบุญไปอย่างไม่มีประมาณว่า บุญใดที่ข้าพเจ้าได้ทำมา ขอบุญนั้นจงถึงแก่ ...อยากให้ใคร นึกถึงใครได้ คนสัตว์ เจ้ากรรมนายเวร อะไรต่ออะไรก็ว่าไปจนหมด ขอให้เขาพ้นจากทุกข์ มีความสุข ไม่เว้นแม้แต่ศัตรูคู่อาฆาต ให้แล้วเราได้ คือเราสบายใจ ฝึกนานเข้า ความนิ่งมากเข้า อานิสงส์ก็มากตามไปด้วยเช่นกัน

                พระอาจารย์เล่าเรื่อง การทำสมาธิแล้วมีความสุข โดยยกตัวอย่างของพระราชาพระองค์หนึ่งนามว่ากัปปินะ ระหว่างการครองราชย์ ทรงมอบหมายให้คนไปสืบข่าวเสมอว่า โลกนี้มีพระอรหันต์เกิดขึ้นแล้วหรือยัง ครั้งหนึ่งมีพ่อค้าเดินทางมาค้าขายในเมือง และแจ้งข่าวว่า ขณะนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระองค์ทรงมอบทรัพย์ให้พ่อค้าที่แจ้งข่าวจำนวนมาก และบอกลาข้าราชบริพารว่าจะออกบวช ขอลาออกจากความเป็นพระราชาเพื่อไปบวช

                เมื่อเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เจริญสมาธิภาวนาจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ไม่ว่าจะเดินอยู่ นั่งอยู่ นอนอยู่ ยืนอยู่ มักอุทานว่า สุขจริงหนอ ๆๆ จนมีพระอื่นได้ยินเข้า และนำเรื่องนี้กราบเรียนแด่พระพุทธองค์ จึงมีการสอบถามกันขึ้นว่า ที่ว่าสุขนั้นสุขอะไร ท่านจึงตอบว่า การทำสมาธิวิปัสสนาทำให้เกิดความสุขจนไม่อาจเก็บไว้ในใจคนเดียวได้จึงต้องอุทานออกมา

                ความสุขที่เกิดจากใจหยุดใจนิ่ง เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าความสุขอย่างอื่น ทำทานได้บุญระดับต้น รักษาศีลได้บุญระดับกลาง เจริญภาวนาได้บุญระดับสูง คำโบราณกล่าวไว้ว่า การทำใจหยุดนิ่งแค่ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้นได้บุญมากกว่าสร้างโบสถ์สร้างศาลา

                สำหรับผลการทำสมาธิ รอบเช้าวันที่สี่ค่อนข้างดี นั่งภาวนาไปเรื่อยๆ ไม่ทราบว่าเผลอนิ่งไปแต่เมื่อใด สติกลับคืนมาอีกครั้ง พบว่าจิตจับคำภาวนาอย่างต่อเนื่อง นึกภาพดวงแก้วกลมใสได้ต่อเนื่องดี ความสุขเกิดขึ้นจากความนิ่งทีละน้อย ๆ เกิดความพึงพอใจการนั่งสมาธิเพิ่มขึ้น กำหนดเห็นภาพขาวใสคล้ายสำลีที่ศูนย์กลางกาย ใสไม่เสมอกัน ตรงกลางใสมากกว่าริมๆ คำภาวนาเปลี่ยนเป็น ชัดสว่างใสๆๆ ไปตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ

DMC.TVรายการดีเพื่อคนดี

DMC.TV รายการดีเพื่อคนดี
โสภณ เปียสนิท
........................................

ค่ำคืนของวันที่ 3 เมษายน 2550 ระหว่างเวลา 19.30 22.30 น. พระอาจารย์นำกลุ่มผู้นำบุญ จำนวน 432 คน ศึกษาธรรม ณ สวนพนาวัฒน์ นั่งชมรายการธรรมะทางโทรทัศน์ผ่านสัญญาณดาวเทียมของวัดพระธรรมกาย ที่มุ่งมั่นเผยแพร่ธรรมแก่คนทั่วโลกตลอดวันตลอดคืน นึกอัศจรรย์ใจในความมุ่งมั่นของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หลวงพ่อเจ้าอาวาส เพิ่งจะทราบว่าหลวงพ่อก่อตั้งโทรทัศน์ช่องนี้และเทศน์สอนอย่างต่อเนื่องยาวนานถึงปีที่ 6 แล้ว

                อัศจรรย์ยิ่งกว่านั้น คือ รายการต่าง ๆ ที่ทางวัดพระธรรมกายได้สรรสร้างขึ้นเมื่อห้าปีก่อน ย่างขึ้นปีที่ 6 เท่านั้นเอง แต่ได้รับรางวัลเทลลี อะวอร์ด (Telly Awards) รางวัลเพื่อรายการโทรทัศน์ที่ดีระดับโลก ซึ่งเป็นที่ปรารถนาของโทรทัศน์ทั่วโลกมากถึง 12 รางวัล

อัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นคือ รายการโทรทัศน์บ้านเราได้รับรางวัลระดับโลกมากขนาดนี้ไม่เห็นมีสื่อฉบับไหน หรือช่องไหน ช่วยกันประชาสัมพันธ์กันให้เป็นที่รู้โดยทั่วกัน ในฐานะเป็นตัวแทนประเทศไทยผู้คว้ารางวัลระดับโลก จะเรียกว่าวงการสื่อบ้านเราไม่รู้จักการแสดงมุทิตาจิต หรือว่ามีอคติต่อวัด หรือว่านี่คือมุมมืดของสื่อเมืองไทยที่สาธุชน หรือปัญญาชนไทยควรพิจารณาด้วยจิตอันอ่อนโยนและลึกซึ้ง

                เขียนถึงตรงนี้บังเอิญนึกถึงบทกวีของหลวงวิจิตรวาทการที่ว่า อันที่จริงคนเขาอยากให้เราดี แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้ จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครเขาอยากเห็นเราเด่นเกิน ยังเป็นจริงเสมอ กิเลสครอบครองจิตใจคนโดยเราตามไม่ทัน

                วันนี้คอลัมน์เล็กในสื่อท้องถิ่น หัวหินสาร ขอทำหน้าที่สื่อด้วยจิตอันซื่อตรงต่อความดีงาม ประกาศความจริงคือ เกียรติคุณของผู้ผลิตรายการในดีเอ็มซี (DMC.TV) ให้เป็นแบบอย่างแก่ปัญญาชนได้ช่วยกันทำหน้าที่เผยแพร่ความดีของผู้อื่น เพื่อสร้างสรรค์สังคมดีให้กว้างขวางยิ่งขึ้น รางวัลที่ดีเอ็มซีได้รับมีดังนี้

1. ได้รับรางวัลสื่อคุณภาพด้านรายการที่เหมาะสำหรับผู้ชมเด็ก (Children)   2. ได้รับรางวัลสื่อคุณภาพด้านการใช้เพลงประกอบ (Use of  Music) 3. รายการ Case study ได้รับรางวัลสื่อคุณภาพด้านศาสนา 4. เพลงพุทธประวัติ ได้รับรางวัลสื่อคุณภาพด้านศาสนา 5. ทศชาติชาดก ได้รับ 2 รางวัล คือ- สื่อคุณภาพด้านศาสนา - สื่อคุณภาพด้านสาระบันเทิง 6. เอนิเมชั่น (Animation) มหานรกขุม 5 ได้รับ 2 รางวัล คือ- สื่อคุณภาพด้านศาสนา - สื่อคุณภาพด้านการใช้แอนิเมชั่น 7. ช่วงเทเหล้าเผาบุหรี่ ได้รับ 4 รางวัล คือ - สื่อคุณภาพด้านศาสนา - สื่อคุณภาพด้านส่งเสริมสุขภาพ สื่อคุณภาพด้านสังคม

วัดพระธรรมกายสอนศิษย์ด้วยการวางบันไดเป็นขั้นให้ทุกคนค่อย ๆ ก้าวเดิน เริ่มขั้นแรกด้วยกฎระเบียบ ขั้นสองความสะอาด ขั้นสามการทำทานกำจัดความตระหนี่ ขั้นสี่รักษาศีลรักษาพื้นฐานความเป็นมนุษย์ ขั้นห้าการเจริญภาวนารักษาจิตให้สงบ ขั้นหกใช้จิตที่สงบพิจารณาไตรลักษณ์ อนิจจังความไม่เที่ยง ทุกขังเป็นทุกข์แปรปรวนไป อนัตตามิใช่ตัวตนยึดถือไม่ได้ ถ่ายถอนอนุสัยกิเลสสู่ที่สุดแห่งธรรม

ทุกขั้นตอนถูกวางไว้อย่างเป็นระบบ ภาพที่ปรากฏจึงมีพลังทั้งด้านสถานที่อันสะอาดกว้างใหญ่ สอดรับกับจำนวนบุคคลากร สาธุชนหลายแสนพร้อมใจกันสวมใส่ชุดขาวมายังวัดเพื่อศึกษาและปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง งานเผยแผ่พระศาสนาเดินหน้าไปทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ สาธุชนจำนวนมากเข้าถึงธรรม มีองค์พระภายในเป็นที่พึ่ง สาธุชนจำนวนหนึ่งตั้งมั่นในพระรัตนตรัย จำนวนหนึ่งตั้งมั่นในศีล จำนวนหนึ่งตั้งมั่นในทานอย่างถาวร

แม้ว่าผู้คนมากมายจะมองวัดพระธรรมกายในมุมที่ไม่เห็นด้วย แต่นี่คือความจริง 38 ปีแห่งการทำงานของหลวงพ่อ นำพาศิษย์ก้าวเดินอย่างมั่นคงสู่เป้าหมาย คือที่สุดแห่งธรรม หากนำความจริงเหล่านี้มาตัดสิน ผู้มีจิตอันงามย่อมมองเห็นความดีงามที่วัดได้บำเพ็ญมา หากยังมีคนเอาความเชื่อของตนเป็นตัวตัดสิน นั่นย่อมมิใช่วิถีแห่งนักปราชญ์แน่ ปัญญาชนย่อมมองออกว่าเป็นหนทางแห่งทุรชนที่นำไปสู่ความเสื่อมมากว่าทางเจริญ

หลวงพ่อเล่าผ่านดีเอ็มซีว่า เมื่อครั้งท่านบวชใหม่ มีอุบาสิกาคนหนึ่งนามว่า ปุ้ย มานั่งสมาธิกับยายเหมือนคนอื่นๆ แต่ค่อยทำค่อยไปไม่เอาจริงจังมากนัก ถือคติว่า เอาบุญมั้ง บาปมั้งก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ป้าปุ้ยก็มาวัดร่วมงานบูชาข้าวพระกับยายทุกวันอาทิตย์ไม่เคยขาด วันหนึ่งอาการของโรคหอบหืดที่เป็นอยู่กำเริบอย่างหนัก หอบแล้วหอบอีกจนตัวโยน คุมสังขารตัวเองไม่ได้เลย ร้องขอให้คุณยายช่วย จนอาการค่อย ๆ สงบลงและเดินทางกลับบ้านได้ คราวนี้นึกได้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าเฉียดตาย ดังนั้นจึงไม่ควรประมาท จึงขยันนั่งสมาธิหนักเข้าจนเห็นดวงแก้วกลมใส เห็นองค์พระตามลำดับ

คราวนี้เวลาหอบก็ไม่กลัว เพราะว่ามีองค์พระเป็นที่พึ่งแล้ว เวลาหอบหนักๆ กายเนื้อนอนราบลง แต่กายในออกไปอยู่ข้างนอกได้ เห็นกายในของตัวเองเบาสบายใสสดสวย มองเห็นกายเนื้อว่าหนัก ไม่สบาย มองเห็นรถรูปทรงแปลกๆ สวยงามอลังการลอยลงมา มีคนแต่งกายสวยงามมากมายมารอรับ ป้าปุ้ยตัดสินใจขึ้นบนรถ พร้อมจับสายบังเหียนควบคุมรถกำลังลอยขึ้นเหนือพื้นดิน มีเสียงทรงอำนาจดังกังวานว่า หยุด อย่าเพิ่งไป จึงเดินลงจากรถและกลับเข้าร่างเดิม และเริ่มอาการหอบตัวโยนเหมือนเดิม

หลวงพ่อพระราชภาวนาวิสุทธิ์ เล่าต่อไปว่า คุณยายเคยเปรยว่า เป็นกรรมของป้าปุ้ย ต้องตายด้วยโรคนี้ โรคภัยเหมือนระเบิดเวลา พร้อมที่จะระเบิดได้ทุกเวลา ทุกคนจึงไม่ควรประมาท ต้องเร่งทำความเพียรให้มาก ไม่อย่างนั้นอาจต้องเสียดาย ทั้งที่รู้ว่าชีวิตมีความตายเป็นที่สุด ระหว่างเดินทางไปสู่ความตาย แม้พบสิ่งที่มีค่า ซึ่งก็คือ การปฏิบัติธรรม อาจเก็บเป็นเสบียงได้ แต่ก็ไม่เก็บ

รายการโทรทัศน์ดีเอ็มซีที่เด่นที่สุดคือ โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา โดยมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อให้ความเมตตาเป็นวิทยากรประรายการ ในตำแหน่ง ครูไม่ใหญ่ เริ่มราวทุ่มครึ่งของทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์ จนถึงสี่ทุ่มเศษ

รายการแยกเป็นตอน ๆ ที่ผมชอบมาก เช่นตอนกรณีศึกษา (Study case) ที่ศิษย์ส่งเรื่องชีวิตของตนและครอบครัวเข้ามา และสอบถามปัญหาเรื่องกฎแห่งกรรม ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะกรรมอะไร ตายแล้วไปไหน เพราะกรรมอะไร? เป็นที่นิยมกันมาก

ตอนศิษย์ทั่วโลก ส่งผลการปฏิบัติธรรมมาเล่าสู่กันฟัง ทั้งคนไทยและคนต่างชาติเมื่อนั่งสมาธิด้วยการกำหนดดวงแก้วกลมใส หรือองค์พระวางใจนิ่ง ๆ ไว้ที่ศูนย์กลาง (กลางท้อง เหนือสะดือสองนิ้ว) เบาๆ สบายๆ ไม่เกร็ง ไม่เครียด กำหนดนิ่งเบาสบายผ่อนคลายไปเรื่อย พอใจหยุดนิ่ง ผลแห่งการปฏิบัติธรรมจึงประจักษ์แก่ใจของผู้ปฏิบัติทุกคนเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติศาสนาใด

ตอนทศชาติชาดก ซึ่งเป็นราวแห่งการบำเพ็ญบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ 10 ชาติสุดท้าย เป็นเรื่องเล่าประกอบภาพ ทำให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ตอนอนุโมทนาบุญแก่ผู้ที่ได้บำเพ็ญในแต่ละวันทุกวัน เป็นการฝึกให้ผู้เข้าโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ ได้รู้จักการอนุโมทนาบุญเป็นปฐมบทแห่งการทำบุญทุกชนิด

ตอนสุดท้าย หลวงพ่อนำการสวดมนต์สรรเสริญพระรัตนตรัยและปฏิบัติธรรมเป็นรายการสุดท้ายก่อนปิดโรงเรียนประจำวัน

ส่วนรายการอื่นๆ อีกมากมายต่างมุ่งเน้นปลูกฝั่งคุณธรรมให้แก่บุคคลทุกระดับ นับแต่การ์ตูนส่งเสริมคุณธรรม บุญโต หมูเพื่อนซี้ สำหรับเด็กเล็ก ไปจนถึงรายการปฏิบัติธรรมที่ทำได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ใครที่ติดตามชมทีวีดีเอ็มซีอยู่เสมอ เหมือนมีเข็มทิศชีวิตติดใจ

พระเจ้าปายาสิ

พระเจ้าปายาสิ นักทดลองสมัยพุทธกาล
โสภณ เปียสนิท
........................................

                เมื่อตอนที่ผ่านมา ผมนำเสนอเรื่องที่พระอาจารย์เล่าให้ฟัง ในวันแรกที่เข้ารับการฝึกอบรมเรื่องชีวิต ณ บุญสถาน สวนพนาวัฒน์ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ยังมีเรื่องความเป็นนักทดลองค้นคว้าอย่างยิ่งของพระราชาพระองค์นี้ต่ออีกนิดหน่อย

                ด้วยความสงสัยพระองค์ได้ถามพระว่า เทวดาหรือสัตว์นรกนั้นถ้ามีจริงทำไม่ข้าพระองค์มองไม่เห็นเล่า? พระกุมารกัสสปะตอบว่า ถ้าคนตาบอดบอกว่าพระจันทร์พระอาทิตย์ไม่มีจริงเพราะเขามองไม่เห็นพระองค์จะเชื่อคำพูดนั้นหรือไม่? เป็นอันว่าพระองค์เริ่มโน้มน้อมที่จะเชื่อมากขึ้น

แต่ยังไม่วายสงสัยจึงถามต่อไปว่า พระองค์เคยทดลองชั่งน้ำหนักคนใกล้ตาย ตายแล้วนำมาชั่งอีกครั้งกลับพบว่ามีน้ำหนักมากขึ้น แทนที่จะเบาลง แสดงว่าวิญญาณไม่มี ถ้ามี วิญญาณออกไปแล้ว ร่างนั้นน่าจะเบาลง เหตุใดจึงหนักขึ้น? พระตอบว่า พระองค์เคยตีดาบหรือไม่? เหล็กขณะร้อนน้ำหนักเบา เมื่อเหล็กเย็นลงน้ำหนักกลับหนักขึ้น เมื่อร่างกายอุ่นอยู่ ยังไม่เสียชีวิตจึงมีน้ำหนักเบา สิ้นชีวิตแล้วร่างกายเย็นจึงมีน้ำหนักขึ้นเป็นธรรมดา ไม่เกี่ยวข้องกับวิญญาณ

พระเจ้าปายาสิ แห่งเสตัพพยะนคร ประนมมือกล่าวคำด้วยศรัทธาว่า แจ่มแจ้งจริงหนอ เหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง จุดประทีปในที่มืด ข้าพเจ้าขอนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เป็นอันว่า พระราชานักค้นคว้าเรื่องวิญญาณยอมแพ้ต่อปัญญาของพระเถระด้วยความจริงใจ

พระอาจารย์บอกว่าคนสมัยเก่าเขาเป็นนักปราชญ์ เมื่อไม่รู้ก็จะพยายามค้นคว้าหาความรู้อย่างสุดกำลัง เมื่อมีคนที่มีความคิดต่าง ก็จะพยายามถกเถียงหาแง่มุมด้วยปัญญา เพื่อเอาชนะ แต่เมื่อสู้ไม่ได้จริงๆ ก็ยอมรับนับถือด้วยความจริงใจ และศึกษาหาความรู้ไม่หยุด คนปัจจุบันนี้ เมื่อไม่เชื่อเรื่องวิญญาณแต่ไม่พยายามหาความรู้ จึงกล่าวได้ว่าไม่มีวิสัยของนักปราชญ์

ผู้เข้ารับการอบรมถามว่า เราจะพิสูจน์เรื่องวิญญาณอย่างไรดี? พระอาจารย์ตอบว่า มี 2 วิธีให้โยมเลือกเอาเอง 1. รอให้ตายก่อนแล้วค่อยรู้ หรือว่า 2. ปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริง (แค่ชีวิต) สำหรับผมเองขอใช้แค่ข้อ 2 แค่ครึ่งเดียวก็พอครับ อันนี้ผมคิดเอาเองในใจ ตามประสานักบุญบารมีอ่อน ไม่ได้พูดให้ใครฟัง

วันที่ 3 เมษายน 2550 เป็นวันที่สองแห่งการปฏิบัติ กิจกรรมประจำวันวนเวียนเหมือนเดิม ระหว่างการนั่งสมาธิรอบเช้ามืด และรอบเช้า ดูจิตตัวเองพบว่า มีอาการฟุ้งเหมือนเดิม แต่ที่ฟุ้งแตกต่างไปจากเดิม 2 เรื่องคือ คิดหวังดีกับผู้อื่น คิดเรื่องการเผยแพร่วิชาธรรมกายของหลวงปู่วัดปากน้ำให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อรับบุญข้อการให้ธรรมเป็นทาน ที่พระอาจารย์สอนว่า การให้ธรรมเป็นทานย่อมชนะการให้ทั้งปวง และเป็นการตอบแทนพระคุณของหลวงปู่ ที่เกิดมาชาตินี้ได้รู้จักท่าน ได้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางที่ท่านสั่งสอนไว้ ใต้ร่มบารมีของหลวงปู่ทำให้ชีวิตของผมร่มเย็นยิ่งนัก

และยังคิดไปว่าควรมีการระดมความคิดเพื่อหาหนทางส่งเสริมวิชาธรรมกายให้ทุกคนในโลกใบนี้ได้เรียนรู้ ให้แต่ละคนหาวิธีการกลับไปเผยแพร่วิชาที่ได้ศึกษาให้แก่คนรอบข้าง  เพื่อช่วยกันสร้างสันติสุขให้แก่โลกตามรอยธรรมของหลวงปู่ คุณยายอาจารย์ หลวงพ่อทั้งสององค์

ตอนท้ายๆของการภาวนาในรอบเช้า 11.04 น. จิตเริ่มจับคำภาวนา สัมมา อรหัง ได้มากขึ้น ความเมื่อยรบกวนสังขารมากขึ้นเรื่อย ๆ จนรู้สึกได้อย่างชัดเจน ระหว่างการรับประทานอาหารเพล (ก่อนเที่ยง) ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิดเรื่องผลการปฏิบัติระหว่างกัลยาณมิตร

จับอารมณ์และความรู้สึกตัวเองได้ว่า มีความรักในการภาวนามากกว่าการพูดคุย แต่ยังอ่อนด้านการทรงอารมณ์ระหว่างอิริยาบถอื่น ๆ เช่นระหว่างการเดิน การรับประทานอาหาร การนอน การพูดคุย คือนึกถึงดวงแก้วแค่ตอนนั่งหลับตาเท่านั้น ตอนลืมตาไม่ค่อยจะนึกถึงดวงแก้ว จึงเป็นจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข

เที่ยงวันเศษกลับเข้าสู่ห้องทำวิชาเพื่อเข้ารับการอบรมต่อ ภายหลังชมวีดีโอประวัติหลวงปู่วัดปากน้ำ พระอาจารย์เล่าประวัติของหลวงปู่ต่อเติมจากวิดีโอโดยละเอียด เดิมท่านชื่อสด นามสกุลมีแก้วน้อย เกิดที่สุพรรณบุรี อำเภอสองพี่น้อง ครอบครัวทำการค้าข้าว เมื่ออายุ 19 ปี ระหว่างการล่องเรือค้าข้าว เกิดความคิดว่า การทำมาหากินเลี้ยงชีวิตเป็นเรื่องลำบาก อาจสิ้นชีวิตลงเมื่อได้ก็ได้ จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอให้ได้บวชเสียก่อน อย่าเพิ่งตาย หากได้บวชแล้วจะบวชไม่สึกอีกเลย เมื่อได้บวชแล้วท่านตั้งใจศึกษาวิชาการทางพระพุทธศาสนาทั้ง 2 วิชา คือ คันถะธุระ และวิปัสสนาธุระแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน

ช่วง 10 พรรษาแรกเป็นช่วงเวลาแห่งการค้นคว้าหาความรู้ หลังจากนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งการพัฒนาวิชาธรรมกาย พัฒนาวัดปากน้ำภาษีเจริญคู่กันไป จนวัดปากน้ำมีชื่อเสียงขจรขจายกลายเป็นศูนย์กลางแห่งการศึกษาพระศาสนาทั้งภาคปริยัติ และปฏิบัติ เป็นเสาหลักแห่งพระศาสนาจากนั้นเป็นต้นมา

พระอาจารย์เล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งที่ธรรมสถาน สวนบัวรีสอร์ท มีผู้นับถืออิสลามคนหนึ่งชื่อ กุสุมา มี พื้นฐานจิตใจอันอ่อนโยนต่อกัลยาณมิตรที่เป็นชาวพุทธ เพราะได้อบรมตนมาตามคำสอนของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เมื่อเพื่อนชาวพุทธเชิญชวนให้มาฝึกสมาธิปฏิบัติจึงยินยอมมา แต่ขอปฏิบัติสมาธิอย่างเดียว อย่างอื่นห้ามขอสิ่งใดอีก ถือว่าเป็นการไปพักผ่อน เข้าไปนั่งอยู่หลังห้อง ไม่กราบพระอันผิดต่อหลักคำสอน นั่งภาวนาและกำหนดภาพพระจันทร์เสี้ยว เมื่อใจหยุดนิ่ง เห็นดวงแก้วใสสว่างขึ้นกลางกาย เกิดความสุขอย่างมาก เมื่อหยุดมากเข้า เห็นเป็นองค์พระ ก็นึกว่า องค์พระไม่เอา พระก็หายไป เห็นเป็นดวงแก้วกลมใสแทน เมื่อหยุดหนักเข้าก็เห็นเป็นองค์พระอีก ก็ปฏิเสธอีก  พระก็หายไป แต่ยังไม่เลิกฝึก เพราะเห็นดวงแก้วแล้วมีความสุข นานเข้าองค์พระซ้อนเต็มตัวเลยทีเดียว

หลังการฝึกสมาธิแล้ว คุณกุสุมาขอพบพระอาจารย์และเล่าประการณ์ภายในให้ท่านฟัง และเรียนถามว่าจะทำอย่างไรดี พระอาจารย์แนะให้ฝึกต่อไป ส่วนเรื่องการนับถือศาสนาอิสลามก็ให้ปฏิบัติต่อไปเหมือนเดิม คุณกุสุมาปฏิบัติตามคำแนะนำพระอาจารย์พร้อมข้อสรุปที่น่าจดจำว่า ทุกคนมีพระอยู่ในตัว เมื่อใจหยุดแล้วจึงเกิด

พระอาจารย์สรุปหลักการว่า เมื่อพราหมณ์ใดยังมีความเพียรเพ่งอยู่ ความสงสัยย่อมหมดไป และคนที่พบแสงสว่างในวันนี้ ล้วนเคยมืดมนมาเหมือนกันหมด คุณกุสุมาที่ยอมค้นหาความจริงโดย เอาความเชื่อไว้บนหิ้ง เอาความนิ่งไว้ในใจ (คำสอนหลวงพ่อพระราชภาวนาวิสุทธิ์) และได้พบความจริงในที่สุด

มีข้อคิดเตือนใจชาวพุทธอยู่ตรงนี้ว่า ชาวมุสลิมทุกคนปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระศาสดาด้วยการทำละหมาดวันละห้าครั้งเสมอ นั่นคือการฝึกสมาธิเป็นพื้นฐานแห่งความสงบของจิต อย่างน้อยวันละไม่น่าจะน้อยกว่าครึ่งชั่วโมง หลายปีผ่านไป เมื่อได้มีโอกาสฝึกสมาธิใจจึงหยุดได้ง่ายกว่าชาวพุทธที่ไม่ค่อยจะสนใจคำสั่งสอนด้านการ สวดมนต์ภาวนา จึงทำให้ชาวพุทธขาดหลักใจ ทำตัวเองให้เป็นคนขาดที่พึ่ง หันไปนับถือเทพพรหมองค์อื่นเพราะความไม่รู้ ไม่ทบทวนคำสอนเรื่องศีล เรื่องภาวนา


                ล่วงเลยถึงทุกวันนี้ ชาวพุทธต่างหันไปนับถือเทพพรหมองค์อื่นแทนพระรัตนตรัยโดยไม่ตะขิดตะขวงใจ ไม่ละอายใจว่าได้ละเลยหลงว่า หลักของชาวพุทธ คือสิ่งใดกัน เมื่อพระสงฆ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพระรัตนตรัยเทศน์สอนให้หันกลับมาบูชาพระไตรรัตน์ กลับว่ากล่าวตำหนิพระเสียอีก พระที่ช่วยกันเผยแพร่เทพพรหมแทนพระรัตนตรัยกลับได้รับการนับถือ คำว่า ลิงได้แก้ว อาจเป็นคำที่ชาวพุทธส่วนมากนิยมกัน

พระเจ้าปายาสิ นักทดลองสมัยพุทธกาล
โสภณ เปียสนิท
........................................

                เมื่อตอนที่ผ่านมา ผมนำเสนอเรื่องที่พระอาจารย์เล่าให้ฟัง ในวันแรกที่เข้ารับการฝึกอบรมเรื่องชีวิต ณ บุญสถาน สวนพนาวัฒน์ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ยังมีเรื่องความเป็นนักทดลองค้นคว้าอย่างยิ่งของพระราชาพระองค์นี้ต่ออีกนิดหน่อย

                ด้วยความสงสัยพระองค์ได้ถามพระว่า เทวดาหรือสัตว์นรกนั้นถ้ามีจริงทำไม่ข้าพระองค์มองไม่เห็นเล่า? พระกุมารกัสสปะตอบว่า ถ้าคนตาบอดบอกว่าพระจันทร์พระอาทิตย์ไม่มีจริงเพราะเขามองไม่เห็นพระองค์จะเชื่อคำพูดนั้นหรือไม่? เป็นอันว่าพระองค์เริ่มโน้มน้อมที่จะเชื่อมากขึ้น

แต่ยังไม่วายสงสัยจึงถามต่อไปว่า พระองค์เคยทดลองชั่งน้ำหนักคนใกล้ตาย ตายแล้วนำมาชั่งอีกครั้งกลับพบว่ามีน้ำหนักมากขึ้น แทนที่จะเบาลง แสดงว่าวิญญาณไม่มี ถ้ามี วิญญาณออกไปแล้ว ร่างนั้นน่าจะเบาลง เหตุใดจึงหนักขึ้น? พระตอบว่า พระองค์เคยตีดาบหรือไม่? เหล็กขณะร้อนน้ำหนักเบา เมื่อเหล็กเย็นลงน้ำหนักกลับหนักขึ้น เมื่อร่างกายอุ่นอยู่ ยังไม่เสียชีวิตจึงมีน้ำหนักเบา สิ้นชีวิตแล้วร่างกายเย็นจึงมีน้ำหนักขึ้นเป็นธรรมดา ไม่เกี่ยวข้องกับวิญญาณ

พระเจ้าปายาสิ แห่งเสตัพพยะนคร ประนมมือกล่าวคำด้วยศรัทธาว่า แจ่มแจ้งจริงหนอ เหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง จุดประทีปในที่มืด ข้าพเจ้าขอนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เป็นอันว่า พระราชานักค้นคว้าเรื่องวิญญาณยอมแพ้ต่อปัญญาของพระเถระด้วยความจริงใจ

พระอาจารย์บอกว่าคนสมัยเก่าเขาเป็นนักปราชญ์ เมื่อไม่รู้ก็จะพยายามค้นคว้าหาความรู้อย่างสุดกำลัง เมื่อมีคนที่มีความคิดต่าง ก็จะพยายามถกเถียงหาแง่มุมด้วยปัญญา เพื่อเอาชนะ แต่เมื่อสู้ไม่ได้จริงๆ ก็ยอมรับนับถือด้วยความจริงใจ และศึกษาหาความรู้ไม่หยุด คนปัจจุบันนี้ เมื่อไม่เชื่อเรื่องวิญญาณแต่ไม่พยายามหาความรู้ จึงกล่าวได้ว่าไม่มีวิสัยของนักปราชญ์

ผู้เข้ารับการอบรมถามว่า เราจะพิสูจน์เรื่องวิญญาณอย่างไรดี? พระอาจารย์ตอบว่า มี 2 วิธีให้โยมเลือกเอาเอง 1. รอให้ตายก่อนแล้วค่อยรู้ หรือว่า 2. ปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริง (แค่ชีวิต) สำหรับผมเองขอใช้แค่ข้อ 2 แค่ครึ่งเดียวก็พอครับ อันนี้ผมคิดเอาเองในใจ ตามประสานักบุญบารมีอ่อน ไม่ได้พูดให้ใครฟัง

วันที่ 3 เมษายน 2550 เป็นวันที่สองแห่งการปฏิบัติ กิจกรรมประจำวันวนเวียนเหมือนเดิม ระหว่างการนั่งสมาธิรอบเช้ามืด และรอบเช้า ดูจิตตัวเองพบว่า มีอาการฟุ้งเหมือนเดิม แต่ที่ฟุ้งแตกต่างไปจากเดิม 2 เรื่องคือ คิดหวังดีกับผู้อื่น คิดเรื่องการเผยแพร่วิชาธรรมกายของหลวงปู่วัดปากน้ำให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อรับบุญข้อการให้ธรรมเป็นทาน ที่พระอาจารย์สอนว่า การให้ธรรมเป็นทานย่อมชนะการให้ทั้งปวง และเป็นการตอบแทนพระคุณของหลวงปู่ ที่เกิดมาชาตินี้ได้รู้จักท่าน ได้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางที่ท่านสั่งสอนไว้ ใต้ร่มบารมีของหลวงปู่ทำให้ชีวิตของผมร่มเย็นยิ่งนัก

และยังคิดไปว่าควรมีการระดมความคิดเพื่อหาหนทางส่งเสริมวิชาธรรมกายให้ทุกคนในโลกใบนี้ได้เรียนรู้ ให้แต่ละคนหาวิธีการกลับไปเผยแพร่วิชาที่ได้ศึกษาให้แก่คนรอบข้าง  เพื่อช่วยกันสร้างสันติสุขให้แก่โลกตามรอยธรรมของหลวงปู่ คุณยายอาจารย์ หลวงพ่อทั้งสององค์

ตอนท้ายๆของการภาวนาในรอบเช้า 11.04 น. จิตเริ่มจับคำภาวนา สัมมา อรหัง ได้มากขึ้น ความเมื่อยรบกวนสังขารมากขึ้นเรื่อย ๆ จนรู้สึกได้อย่างชัดเจน ระหว่างการรับประทานอาหารเพล (ก่อนเที่ยง) ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิดเรื่องผลการปฏิบัติระหว่างกัลยาณมิตร

จับอารมณ์และความรู้สึกตัวเองได้ว่า มีความรักในการภาวนามากกว่าการพูดคุย แต่ยังอ่อนด้านการทรงอารมณ์ระหว่างอิริยาบถอื่น ๆ เช่นระหว่างการเดิน การรับประทานอาหาร การนอน การพูดคุย คือนึกถึงดวงแก้วแค่ตอนนั่งหลับตาเท่านั้น ตอนลืมตาไม่ค่อยจะนึกถึงดวงแก้ว จึงเป็นจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข

เที่ยงวันเศษกลับเข้าสู่ห้องทำวิชาเพื่อเข้ารับการอบรมต่อ ภายหลังชมวีดีโอประวัติหลวงปู่วัดปากน้ำ พระอาจารย์เล่าประวัติของหลวงปู่ต่อเติมจากวิดีโอโดยละเอียด เดิมท่านชื่อสด นามสกุลมีแก้วน้อย เกิดที่สุพรรณบุรี อำเภอสองพี่น้อง ครอบครัวทำการค้าข้าว เมื่ออายุ 19 ปี ระหว่างการล่องเรือค้าข้าว เกิดความคิดว่า การทำมาหากินเลี้ยงชีวิตเป็นเรื่องลำบาก อาจสิ้นชีวิตลงเมื่อได้ก็ได้ จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอให้ได้บวชเสียก่อน อย่าเพิ่งตาย หากได้บวชแล้วจะบวชไม่สึกอีกเลย เมื่อได้บวชแล้วท่านตั้งใจศึกษาวิชาการทางพระพุทธศาสนาทั้ง 2 วิชา คือ คันถะธุระ และวิปัสสนาธุระแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน

ช่วง 10 พรรษาแรกเป็นช่วงเวลาแห่งการค้นคว้าหาความรู้ หลังจากนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งการพัฒนาวิชาธรรมกาย พัฒนาวัดปากน้ำภาษีเจริญคู่กันไป จนวัดปากน้ำมีชื่อเสียงขจรขจายกลายเป็นศูนย์กลางแห่งการศึกษาพระศาสนาทั้งภาคปริยัติ และปฏิบัติ เป็นเสาหลักแห่งพระศาสนาจากนั้นเป็นต้นมา

พระอาจารย์เล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งที่ธรรมสถาน สวนบัวรีสอร์ท มีผู้นับถืออิสลามคนหนึ่งชื่อ กุสุมา มี พื้นฐานจิตใจอันอ่อนโยนต่อกัลยาณมิตรที่เป็นชาวพุทธ เพราะได้อบรมตนมาตามคำสอนของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เมื่อเพื่อนชาวพุทธเชิญชวนให้มาฝึกสมาธิปฏิบัติจึงยินยอมมา แต่ขอปฏิบัติสมาธิอย่างเดียว อย่างอื่นห้ามขอสิ่งใดอีก ถือว่าเป็นการไปพักผ่อน เข้าไปนั่งอยู่หลังห้อง ไม่กราบพระอันผิดต่อหลักคำสอน นั่งภาวนาและกำหนดภาพพระจันทร์เสี้ยว เมื่อใจหยุดนิ่ง เห็นดวงแก้วใสสว่างขึ้นกลางกาย เกิดความสุขอย่างมาก เมื่อหยุดมากเข้า เห็นเป็นองค์พระ ก็นึกว่า องค์พระไม่เอา พระก็หายไป เห็นเป็นดวงแก้วกลมใสแทน เมื่อหยุดหนักเข้าก็เห็นเป็นองค์พระอีก ก็ปฏิเสธอีก  พระก็หายไป แต่ยังไม่เลิกฝึก เพราะเห็นดวงแก้วแล้วมีความสุข นานเข้าองค์พระซ้อนเต็มตัวเลยทีเดียว

หลังการฝึกสมาธิแล้ว คุณกุสุมาขอพบพระอาจารย์และเล่าประการณ์ภายในให้ท่านฟัง และเรียนถามว่าจะทำอย่างไรดี พระอาจารย์แนะให้ฝึกต่อไป ส่วนเรื่องการนับถือศาสนาอิสลามก็ให้ปฏิบัติต่อไปเหมือนเดิม คุณกุสุมาปฏิบัติตามคำแนะนำพระอาจารย์พร้อมข้อสรุปที่น่าจดจำว่า ทุกคนมีพระอยู่ในตัว เมื่อใจหยุดแล้วจึงเกิด

พระอาจารย์สรุปหลักการว่า เมื่อพราหมณ์ใดยังมีความเพียรเพ่งอยู่ ความสงสัยย่อมหมดไป และคนที่พบแสงสว่างในวันนี้ ล้วนเคยมืดมนมาเหมือนกันหมด คุณกุสุมาที่ยอมค้นหาความจริงโดย เอาความเชื่อไว้บนหิ้ง เอาความนิ่งไว้ในใจ (คำสอนหลวงพ่อพระราชภาวนาวิสุทธิ์) และได้พบความจริงในที่สุด

มีข้อคิดเตือนใจชาวพุทธอยู่ตรงนี้ว่า ชาวมุสลิมทุกคนปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระศาสดาด้วยการทำละหมาดวันละห้าครั้งเสมอ นั่นคือการฝึกสมาธิเป็นพื้นฐานแห่งความสงบของจิต อย่างน้อยวันละไม่น่าจะน้อยกว่าครึ่งชั่วโมง หลายปีผ่านไป เมื่อได้มีโอกาสฝึกสมาธิใจจึงหยุดได้ง่ายกว่าชาวพุทธที่ไม่ค่อยจะสนใจคำสั่งสอนด้านการ สวดมนต์ภาวนา จึงทำให้ชาวพุทธขาดหลักใจ ทำตัวเองให้เป็นคนขาดที่พึ่ง หันไปนับถือเทพพรหมองค์อื่นเพราะความไม่รู้ ไม่ทบทวนคำสอนเรื่องศีล เรื่องภาวนา

                ล่วงเลยถึงทุกวันนี้ ชาวพุทธต่างหันไปนับถือเทพพรหมองค์อื่นแทนพระรัตนตรัยโดยไม่ตะขิดตะขวงใจ ไม่ละอายใจว่าได้ละเลยหลงว่า หลักของชาวพุทธ คือสิ่งใดกัน เมื่อพระสงฆ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพระรัตนตรัยเทศน์สอนให้หันกลับมาบูชาพระไตรรัตน์ กลับว่ากล่าวตำหนิพระเสียอีก พระที่ช่วยกันเผยแพร่เทพพรหมแทนพระรัตนตรัยกลับได้รับการนับถือ คำว่า ลิงได้แก้ว อาจเป็นคำที่ชาวพุทธส่วนมากนิยมกัน